Home / blog / วิธีทำ Customer Persona แบบง่ายๆ

วิธีทำ Customer Persona แบบง่ายๆ

หัวข้อเนื้อหา

รู้จักลูกค้าก่อนขาย: วิธีทำ Customer Persona แบบง่ายๆ

เคยไหมที่โพสต์ขายของไปแล้วเงียบกริบ ทั้งที่สินค้าดีมาก รูปก็สวย แคปชั่นก็เขียนตั้งใจสุดๆ แต่ยอดไลก์ยอดแชร์แทบไม่มี ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่สินค้าหรือฝีมือเขียนแคปชั่นเลย แต่อยู่ที่เรากำลังพูดกับ "คนที่ไม่มีตัวตน"

นี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของคนทำการตลาดออนไลน์มือใหม่ คือคิดแทนลูกค้าแบบเลื่อนลอย ไม่มีภาพชัดเจนว่ากำลังคุยกับใคร พูดกับ "ทุกคน" ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเท่ากับพูดกับ "ไม่มีใครเลย" เพราะข้อความที่กว้างเกินไปจะไม่กระทบใจใครเป็นพิเศษ

ทางแก้ของปัญหานี้คือเครื่องมือที่เรียกว่า Customer Persona

Customer Persona คืออะไร

Customer Persona คือการสร้างตัวละครสมมติที่เป็นตัวแทนของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา ให้มีชื่อ มีอายุ มีอาชีพ มีไลฟ์สไตล์ มีปัญหา มีความต้องการ เหมือนเป็นคนจริงๆ คนหนึ่งที่เรารู้จักดี

ฟังดูอาจจะเหมือนเรื่องเล็กน้อยหรือเสียเวลาเปล่า แต่จริงๆ แล้วนี่คือรากฐานสำคัญที่แบรนด์ใหญ่ระดับโลกใช้กันมาตลอด เพราะเมื่อเรารู้ชัดว่ากำลังคุยกับใคร ทุกอย่างจะง่ายขึ้นทันที ตั้งแต่การเลือกภาษาที่ใช้ เลือกภาพที่นำเสนอ เลือกช่องทางที่จะโพสต์ ไปจนถึงเลือกเวลาที่เหมาะสมในการโพสต์

ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณจะซื้อของขวัญให้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง คุณจะรู้ทันทีว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร งบประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะสม แต่ถ้าต้องซื้อของขวัญให้ "คนทั่วไป" ที่ไม่รู้จักเลย คุณจะงงและเลือกอะไรที่กลางๆ ปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งของขวัญแบบกลางๆ นั้นมักจะไม่สร้างความประทับใจให้ใครเลย การตลาดก็เช่นกัน

ทำไม Persona ถึงสำคัญมากกว่าที่คิด

หลายคนคิดว่าแค่รู้ว่า "กลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงอายุ 25-40 ปี" ก็เพียงพอแล้ว แต่นี่เป็นข้อมูลที่กว้างเกินไปจนแทบไม่มีประโยชน์ ผู้หญิงอายุ 25-40 ปีมีทั้งคนโสด คนมีลูก คนทำงานออฟฟิศ คนทำธุรกิจส่วนตัว คนชอบเที่ยว คนชอบอยู่บ้าน ความต้องการของแต่ละคนต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อเราสร้าง Persona ที่ละเอียดขึ้น เช่น "คุณน้ำฝน อายุ 32 ปี ทำงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ มีลูกเล็กหนึ่งคน เวลาน้อย อยากดูดีแต่ไม่มีเวลาแต่งหน้านาน ชอบซื้อของผ่านมือถือช่วงพักเที่ยงและก่อนนอน" ภาพนี้ชัดเจนกว่ามาก และทำให้เรารู้ทันทีว่าควรนำเสนอสินค้าความงามแบบไหน ควรโพสต์เวลาไหน ควรใช้คำพูดแบบไหนที่จะโดนใจคุณน้ำฝนคนนี้

อีกประโยชน์หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Persona ช่วยให้ทีมงานทุกคนในธุรกิจเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเขียนแคปชั่น คนถ่ายรูป คนตอบแชท ทุกคนมีภาพลูกค้าคนเดียวกันในหัว ทำให้การสื่อสารออกไปมีความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดเอง

องค์ประกอบของ Customer Persona ที่ดี

การสร้าง Persona ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้งานวิจัยราคาแพง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

เริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน อายุ เพศ อาชีพ รายได้โดยประมาณ สถานภาพครอบครัว ที่อยู่อาศัย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพชีวิตประจำวันของเขาคร่าวๆ

ต่อมาคือไลฟ์สไตล์และพฤติกรรม เขาใช้เวลาว่างทำอะไร ใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มไหนบ่อยที่สุด ใช้เวลาช่วงไหนของวัน เสพคอนเทนต์แบบไหน ชอบดูวิดีโอสั้นหรือชอบอ่านบทความยาว

จากนั้นคือปัญหาและความต้องการ นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด เขากำลังเจอปัญหาอะไรอยู่ในชีวิต ที่สินค้าหรือบริการของเราสามารถเข้าไปช่วยแก้ได้ เช่น ถ้าขายอาหารเสริมลดน้ำหนัก ปัญหาของลูกค้าอาจไม่ใช่แค่ "อยากผอม" แต่อาจเป็น "อยากใส่ชุดที่ชอบได้อีกครั้ง" หรือ "อยากมั่นใจก่อนงานแต่งงานเพื่อน" ซึ่งการเข้าใจปัญหาที่ลึกกว่าผิวเผินจะทำให้คอนเทนต์ของเรามีพลังมากขึ้นมาก

สุดท้ายคืออุปสรรคในการตัดสินใจซื้อ ลูกค้ากลัวอะไร ลังเลเรื่องอะไร เช่น กลัวว่าสินค้าจะไม่ได้ผลจริง กลัวว่าราคาแพงเกินไป กลัวว่าจะโดนหลอก การรู้จุดนี้ช่วยให้เราวางแผนคอนเทนต์ที่ตอบข้อกังวลเหล่านั้นได้ตรงจุด

วิธีเก็บข้อมูลมาสร้าง Persona แบบไม่ต้องมีงบวิจัย

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีงบทำวิจัยตลาดแพงๆ ก็ยังมีวิธีเก็บข้อมูลที่ได้ผลดีและแทบไม่ต้องเสียเงินเลย

วิธีแรกคือดูจากลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ลองสังเกตว่าใครคือลูกค้าที่ซื้อซ้ำบ่อยที่สุด ใครคือลูกค้าที่รีวิวดีที่สุด คนเหล่านี้มักจะมีคาแรกเตอร์คล้ายกัน ลองคุยกับพวกเขาตรงๆ ถามว่าทำไมถึงเลือกซื้อสินค้าเรา เจอเราจากช่องทางไหน

วิธีที่สองคือดูจากคอมเมนต์และข้อความที่ลูกค้าทักมา คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยๆ คือสัญญาณบอกความกังวลและความสนใจของเขา ถ้ามีคนถามเรื่องราคาบ่อย อาจแปลว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของกลุ่มนี้

วิธีที่สามคือแอบดูคู่แข่ง ลองเข้าไปดูเพจคู่แข่งที่ขายสินค้าคล้ายกัน ดูว่าใครคอมเมนต์ในโพสต์ของเขาบ้าง คนกลุ่มนั้นมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับเรา

วิธีที่สี่คือใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Facebook Audience Insights หรือดูสถิติผู้ติดตามในเพจของตัวเอง ซึ่งจะบอกช่วงอายุ เพศ และพื้นที่ที่คนติดตามเราส่วนใหญ่อยู่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันหรือปรับ Persama ที่เราคิดไว้ให้แม่นยำขึ้น

ตัวอย่างการสร้าง Persona แบบใช้งานได้จริง

สมมติว่าเราขายกาแฟดริปพร้อมชงแบบซองสะดวก เราอาจสร้าง Persona ได้สองแบบ

แบบแรกคือ "พี่เจน อายุ 35 ปี ทำงานออฟฟิศ เดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้าทุกวัน ไม่มีเวลาต่อคิวซื้อกาแฟตอนเช้า อยากได้กาแฟรสชาติดีที่ชงเองได้ง่ายๆ ที่โต๊ะทำงาน งบประมาณไม่เกินแก้วละ 20 บาท เสพคอนเทนต์ผ่านเฟซบุ๊กช่วงเช้าก่อนเข้างานและตอนพักเที่ยง"

แบบที่สองคือ "น้องปาล์ม อายุ 24 ปี เป็นนักศึกษาปีสุดท้าย ชอบถ่ายรูปสวยๆ ลงอินสตาแกรม ชอบลองของใหม่ที่ดูมีสไตล์ ใส่ใจเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ถ่ายรูปแล้วดูดี เสพคอนเทนต์ผ่านอินสตาแกรมและติ๊กต่อกเป็นหลัก"

จะเห็นว่าจากสินค้าเดียวกัน แต่ Persona สองคนนี้ต้องการคอนเทนต์ต่างกันโดยสิ้นเชิง พี่เจนอยากรู้ว่าสะดวกแค่ไหน ประหยัดเวลาแค่ไหน ส่วนน้องปาล์มอยากเห็นว่าบรรจุภัณฑ์สวยแค่ไหน ถ่ายรูปลงฟีดแล้วดูดีไหม การแยกกลุ่มแบบนี้ทำให้เราสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจแต่ละกลุ่มได้แม่นยำกว่าการยิงข้อความเดียวใส่ทุกคน

Persona ปลอมกับ Persona จริง ต่างกันอย่างไร

หลายธุรกิจเคยลองทำ Persona มาแล้ว แต่ไม่เห็นผลอะไรเปลี่ยนแปลง สาเหตุมักมาจากการสร้าง Persona แบบผิวเผินเกินไป เขียนแค่ตัวเลขอายุกับเพศ แล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชักไม่เคยเปิดดูอีกเลย

Persona ที่ใช้งานได้จริงต้องมีรายละเอียดที่ลึกพอจะจินตนาการเห็นหน้าเห็นชีวิตของคนคนนั้นได้ ไม่ใช่แค่กรอบข้อมูลแห้งๆ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณต้องเขียนแคปชั่นให้คนคนนี้อ่านโดยเฉพาะ คุณจะรู้ทันทีไหมว่าเขาจะสะดุดกับประโยคแบบไหน หากตอบไม่ได้ แปลว่า Persona ที่สร้างไว้ยังไม่ละเอียดพอ

อีกจุดที่ทำให้ Persona ใช้งานไม่ได้จริงคือการไม่นำไปใช้ในการตัดสินใจจริง หลายคนสร้าง Persona เสร็จแล้วก็กลับไปทำคอนเทนต์แบบเดิมเหมือนไม่เคยมี Persona อยู่เลย สิ่งที่ควรทำคือทุกครั้งก่อนโพสต์อะไร ให้ลองถามตัวเองว่า Persona ของเราจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งนี้ อยากอ่านต่อไหม อยากแชร์ไหม การใช้คำถามนี้เป็นตัวกรองทุกครั้งจะช่วยให้คอนเทนต์มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

การนำ Persona ไปใช้ในทุกจุดของธุรกิจ

Persona ไม่ควรถูกใช้แค่ในการทำคอนเทนต์โซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ควรถูกนำไปใช้ในทุกจุดที่ธุรกิจสัมผัสกับลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความชอบของ Persona การตั้งราคาที่เหมาะกับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงานขายหรือแอดมินให้เข้าใจว่าลูกค้าแบบไหนที่พวกเขากำลังคุยด้วย

ตัวอย่างเช่น ถ้า Persona ของเราเป็นคนที่มีเวลาน้อยและให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว การออกแบบขั้นตอนการสั่งซื้อที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ในทางกลับกัน ถ้า Persona เป็นคนที่ชอบความละเอียดและต้องการข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ การมีหน้าเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดสินค้าอย่างครบถ้วนจะสำคัญกว่าการเร่งให้ตัดสินใจเร็ว

เมื่อ Persona ถูกฝังอยู่ในทุกการตัดสินใจของธุรกิจ ไม่ใช่แค่เอกสารที่เก็บไว้เฉยๆ ธุรกิจจะเริ่มเห็นความสอดคล้องในทุกจุดสัมผัสกับลูกค้า ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและน่าประทับใจมากกว่าธุรกิจที่แต่ละแผนกทำงานแยกส่วนกันโดยไม่มีภาพลูกค้าร่วมกัน

ข้อควรระวังในการทำ Persona

ข้อควรระวังแรกคืออย่าสร้าง Persona จากจินตนาการล้วนๆ โดยไม่มีข้อมูลจริงรองรับเลย เพราะจะกลายเป็นการเดาสุ่มที่ไม่ต่างจากไม่มี Persona เลย ควรอ้างอิงจากลูกค้าจริง หรือพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้จริง

ข้อควรระวังที่สองคืออย่าสร้าง Persona เยอะเกินไปจนทำงานไม่ไหว สำหรับธุรกิจเล็กๆ การมี Persona หลักสัก 1-2 แบบก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสิบแบบยี่สิบแบบจนสับสนเอง

ข้อควรระวังสุดท้ายคือ Persona ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบตลอดไป พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ควรกลับมาทบทวนและปรับปรุง Persona เป็นระยะ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

เมื่อธุรกิจมีลูกค้าหลายกลุ่มพร้อมกัน

ในความเป็นจริง ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้มีลูกค้าเพียงกลุ่มเดียว ร้านอาหารอาจมีทั้งกลุ่มครอบครัวที่มาทานวันหยุด กลุ่มคนทำงานที่มาทานมื้อเที่ยง และกลุ่มวัยรุ่นที่มาถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย แต่ละกลุ่มมีความต้องการและพฤติกรรมที่ต่างกัน

ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพยายามสื่อสารกับทุกกลุ่มพร้อมกันในทุกโพสต์ แนวทางที่ได้ผลกว่าคือการแบ่งช่วงเวลาหรือช่องทางในการสื่อสารกับแต่ละกลุ่ม เช่น ใช้อินสตาแกรมสำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบถ่ายรูป ใช้เฟซบุ๊กสำหรับกลุ่มครอบครัวที่มองหาโปรโมชั่นวันหยุด และใช้ไลน์สำหรับกลุ่มคนทำงานที่อยากได้ข้อมูลเมนูเที่ยงแบบรวดเร็ว

การจัดลำดับความสำคัญก็เป็นเรื่องจำเป็น ควรพิจารณาว่ากลุ่มไหนสร้างรายได้หลักให้ธุรกิจมากที่สุด แล้วให้ความสำคัญกับ Persona กลุ่มนั้นเป็นอันดับแรกในการวางกลยุทธ์ ก่อนที่จะขยายไปดูแลกลุ่มรองอื่นๆ เพิ่มเติมเมื่อมีทรัพยากรเพียงพอ

ความแตกต่างระหว่างข้อมูลประชากรกับข้อมูลเชิงจิตวิทยา

เวลาพูดถึงการรู้จักลูกค้า หลายคนนึกถึงแค่ข้อมูลประชากร เช่น อายุ เพศ รายได้ ที่อยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ง่ายและวัดผลได้ชัดเจน แต่ข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือข้อมูลเชิงจิตวิทยา หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และแรงจูงใจภายในใจของลูกค้า ตัวอย่างเช่น คนสองคนที่มีอายุ อาชีพ และรายได้เหมือนกันทุกอย่าง อาจมีค่านิยมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งอาจให้ความสำคัญกับความประหยัดและความคุ้มค่า ในขณะที่อีกคนอาจให้ความสำคัญกับสถานะทางสังคมและภาพลักษณ์มากกว่า

การเข้าใจข้อมูลเชิงจิตวิทยาช่วยให้เราสื่อสารได้ตรงใจมากกว่าการอิงแค่ตัวเลขประชากร เพราะท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจซื้อของมนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกและค่านิยมมากกว่าข้อมูลสถิติล้วนๆ วิธีเก็บข้อมูลเชิงจิตวิทยาที่ทำได้จริงคือการสังเกตภาษาที่ลูกค้าใช้เวลาพูดถึงปัญหาของตัวเอง คำถามที่พวกเขาถามบ่อย และสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเวลาเปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ

เทคนิคการสัมภาษณ์ลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก

หากมีโอกาสได้พูดคุยกับลูกค้าจริงโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรือแบบเห็นหน้า นี่คือแหล่งข้อมูลที่มีค่ามากในการสร้าง Persona ที่แม่นยำ แต่การสัมภาษณ์ให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จริงต้องอาศัยเทคนิคบางอย่าง

หลักการแรกคือหลีกเลี่ยงคำถามที่นำไปสู่คำตอบที่ต้องการอยู่แล้ว เช่น การถามว่า "คุณชอบสินค้าเราไหม" มักได้คำตอบว่าชอบเสมอเพราะลูกค้าไม่อยากทำให้เจ้าของเสียใจ ควรถามคำถามปลายเปิดที่ให้ลูกค้าเล่าประสบการณ์ของตัวเองแทน เช่น "ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นนี้ คุณคิดอะไรอยู่บ้าง" หรือ "อะไรที่เกือบทำให้คุณไม่ซื้อ"

หลักการที่สองคือฟังให้มากกว่าพูด ปล่อยให้ลูกค้าเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รีบขัดจังหวะหรือชี้นำ บ่อยครั้งข้อมูลที่มีค่าที่สุดมักโผล่ออกมาในช่วงที่ลูกค้าเล่าแบบไม่ได้ตั้งใจ ไม่ใช่ในคำตอบที่ตอบตรงคำถามที่ถามไปตรงๆ

หลักการที่สามคือถามคำถามติดตามผลเพื่อเจาะลึกมากขึ้น เมื่อลูกค้าพูดถึงปัญหาหรือความรู้สึกบางอย่าง ลองถามต่อว่า "ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น" หรือ "แล้วมันส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณอย่างไร" คำถามแบบนี้ช่วยขุดลึกไปถึงแรงจูงใจที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการซื้อ

Negative Persona หรือกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของเรา

นอกจากการสร้างภาพลูกค้าในอุดมคติแล้ว การรู้ว่าใครไม่ใช่ลูกค้าของเราก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แนวคิดนี้เรียกว่า Negative Persona ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียเวลาและงบประมาณไปกับกลุ่มคนที่ไม่มีทางกลายเป็นลูกค้าจริงๆ

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายคอร์สเรียนออนไลน์ราคาสูงที่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว อาจต้องระบุชัดเจนว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของเราคือคนที่มองหาทางลัดหรือผลลัพธ์ทันที เพราะต่อให้เขาซื้อคอร์สไป ก็มีแนวโน้มจะไม่พอใจและอาจทิ้งรีวิวในทางลบ ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจมากกว่าการไม่ได้ขายให้เขาตั้งแต่ต้น

การระบุ Negative Persona ยังช่วยให้การเขียนคอนเทนต์มีความคมชัดมากขึ้น เพราะเรากล้าที่จะพูดสิ่งที่อาจไม่ถูกใจทุกคน แต่โดนใจกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงอย่างมาก แทนที่จะพยายามเขียนอะไรที่กลางๆ จนไม่โดนใจใครเป็นพิเศษเลย

เชื่อมโยง Persona เข้ากับเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า

Persona ที่ดีไม่ควรหยุดอยู่แค่การอธิบายว่าลูกค้าเป็นใคร แต่ควรขยายไปถึงการทำความเข้าใจว่าลูกค้าคนนั้นเดินทางผ่านขั้นตอนอะไรบ้างกว่าจะตัดสินใจซื้อ เริ่มตั้งแต่จุดที่เขาเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาที่ต้องแก้ไข ไปจนถึงจุดที่เขาเริ่มค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก และสุดท้ายตัดสินใจซื้อ

การเข้าใจเส้นทางนี้อย่างละเอียดช่วยให้เราวางแผนได้ว่าควรปรากฏตัวที่จุดไหนของเส้นทางลูกค้า เช่น หากรู้ว่าลูกค้ามักเริ่มค้นหาข้อมูลผ่านการถามเพื่อนในกลุ่มเฟซบุ๊กก่อนเสมอ เราอาจต้องมีตัวตนอยู่ในกลุ่มเหล่านั้นเพื่อให้ถูกแนะนำเมื่อมีคนถามหา หรือหากรู้ว่าลูกค้ามักเปรียบเทียบราคาผ่านการค้นหาบนกูเกิลก่อนตัดสินใจ เราก็ควรให้ความสำคัญกับการทำ SEO ให้ติดอันดับในช่วงเวลานั้น

ตัวอย่าง Persona สำหรับธุรกิจบริการและ B2B

สำหรับธุรกิจที่ขายบริการหรือขายให้ธุรกิจด้วยกัน การสร้าง Persona อาจมีความซับซ้อนมากขึ้นเล็กน้อย เพราะบางครั้งคนที่ตัดสินใจซื้อไม่ใช่คนคนเดียวกับคนที่ใช้บริการจริง

ลองดูตัวอย่างธุรกิจรับทำบัญชีให้บริษัทขนาดเล็ก Persona อาจเป็น "คุณสมชาย อายุ 45 ปี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานสิบคน ไม่มีความรู้ด้านบัญชีลึกซึ้ง กังวลเรื่องการยื่นภาษีผิดพลาด อยากได้คนที่ไว้ใจได้และอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ไม่มีเวลาตามอ่านกฎหมายภาษีที่เปลี่ยนบ่อย" การเข้าใจว่าคุณสมชายกลัวความผิดพลาดมากกว่าอยากได้ราคาถูกที่สุด ช่วยให้เนื้อหาการตลาดควรเน้นความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

อีกตัวอย่างคือธุรกิจขายซอฟต์แวร์ให้องค์กร ซึ่งอาจมี Persona สองคนพร้อมกัน คนแรกคือผู้ใช้งานจริงที่ต้องการความง่ายในการใช้งานประจำวัน และคนที่สองคือผู้มีอำนาจอนุมัติงบประมาณที่สนใจเรื่องความคุ้มค่าและความปลอดภัยของข้อมูล การตลาดที่ดีต้องตอบโจทย์ทั้งสอง Persona นี้พร้อมกัน ไม่ใช่เน้นแค่คนใดคนหนึ่ง

เทมเพลตคำถามยี่สิบข้อสำหรับสร้าง Persona ให้ละเอียด

เพื่อให้นำไปใช้ได้ทันที ลองรวบรวมคำถามที่ควรตอบให้ได้เมื่อสร้าง Persona ของธุรกิจตัวเอง เริ่มจากคำถามพื้นฐานอย่างเขาชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไร มีรายได้ประมาณเท่าไหร่ อาศัยอยู่ที่ไหน มีสถานภาพครอบครัวแบบไหน

ต่อด้วยคำถามเรื่องไลฟ์สไตล์ เช่น วันธรรมดาของเขาเป็นอย่างไรตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ใช้เวลาว่างทำอะไร ติดตามใครหรืออะไรบนโซเชียลมีเดีย อ่านหรือฟังคอนเทนต์แบบไหนเป็นประจำ

จากนั้นเป็นคำถามเรื่องปัญหาและความปรารถนา เช่น อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวที่สุดในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเรา เขาอยากให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร อะไรคือความฝันหรือเป้าหมายที่เขาอยากไปถึง

ปิดท้ายด้วยคำถามเรื่องพฤติกรรมการซื้อ เช่น เขาเคยซื้อสินค้าคล้ายกันมาก่อนไหม ประสบการณ์เป็นอย่างไร อะไรที่ทำให้เขาลังเลไม่กล้าตัดสินใจซื้อ และใครหรืออะไรมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขามากที่สุด การตอบคำถามทั้งหมดนี้อย่างละเอียดจะทำให้ได้ Persona ที่มีชีวิตชีวาและใช้งานได้จริง

การปรับปรุง Persona เมื่อธุรกิจเติบโตและเปลี่ยนแปลง

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต ฐานลูกค้าก็มักขยายและเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเริ่มต้น Persona ที่เคยแม่นยำในวันแรกอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงอีกต่อไป การหมั่นทบทวนและปรับปรุง Persona จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องทบทวน Persona ใหม่ เช่น เริ่มมีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่ตรงกับ Persona เดิมเข้ามาซื้อสินค้าบ่อยขึ้น หรือคอนเทนต์ที่เคยได้ผลดีเริ่มได้รับผลตอบรับที่แย่ลงเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าตลาดหรือพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปแล้ว และถึงเวลาต้องกลับไปเก็บข้อมูลใหม่เพื่อปรับปรุง Persona ให้ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

แผนที่ความเห็นอกเห็นใจ เครื่องมือเสริมที่ทำให้ Persona มีมิติมากขึ้น

นอกจาก Persona แบบมาตรฐานแล้ว ยังมีเครื่องมือเสริมที่เรียกว่าแผนที่ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งช่วยให้เห็นมุมมองของลูกค้าได้ครบถ้วนมากขึ้นผ่านสี่มิติหลัก มิติแรกคือลูกค้าคิดอะไรและรู้สึกอะไร ซึ่งอาจเป็นความกังวล ความหวัง หรือความฝันที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

มิติที่สองคือลูกค้าได้ยินอะไรจากคนรอบข้าง เช่น เพื่อน ครอบครัว หรือคนในที่ทำงานพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเขาอย่างไรบ้าง มิติที่สามคือลูกค้าเห็นอะไรในสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น เห็นโฆษณาแบบไหน เห็นคู่แข่งของเราทำอะไรอยู่ และมิติสุดท้ายคือลูกค้าพูดและทำอะไรออกมาจริงๆ ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจแตกต่างจากสิ่งที่เขาคิดในใจ

การเติมเต็มทั้งสี่มิตินี้ช่วยให้เห็นภาพลูกค้าที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ก้อนข้อมูลที่แบนราบ และช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่อาจมองข้ามไปถ้าดูแค่ข้อมูลประชากรและพฤติกรรมการซื้อเพียงอย่างเดียว

กรณีศึกษาการเปลี่ยนกลยุทธ์เพราะเข้าใจ Persona ผิดมาตลอด

มีธุรกิจขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรายหนึ่งที่เชื่อมาตลอดว่าลูกค้าหลักคือผู้หญิงวัยทำงานที่อยากลดริ้วรอย จึงทำการตลาดโดยเน้นคำว่าลดริ้วรอยและทำให้ดูอ่อนกว่าวัยมาโดยตลอด แต่ยอดขายกลับไม่เติบโตเท่าที่ควร

เมื่อเจ้าของธุรกิจลองสัมภาษณ์ลูกค้าที่ซื้อซ้ำจริงๆ อย่างละเอียด กลับพบว่าเหตุผลหลักที่ลูกค้าซื้อไม่ใช่เรื่องริ้วรอย แต่เป็นเรื่องความมั่นใจในที่ทำงานและความรู้สึกดูแลตัวเองได้ดีท่ามกลางความเครียดจากงาน คำว่าลดริ้วรอยที่เคยใช้ในโฆษณาไม่ได้เชื่อมโยงกับความรู้สึกที่แท้จริงของลูกค้าเลย

หลังจากปรับ Persona ใหม่ให้ตรงกับสิ่งที่ค้นพบ และเปลี่ยนคอนเทนต์มาเน้นเรื่องการดูแลตัวเองท่ามกลางความเร่งรีบและความมั่นใจในการทำงาน ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายในไม่กี่เดือน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการเข้าใจ Persona แบบผิวเผินหรือแบบที่เราคิดเอาเองโดยไม่ได้ตรวจสอบกับความจริง อาจนำพาธุรกิจไปผิดทางได้นานโดยไม่รู้ตัว

การใช้ Persona ในการเขียนคอนเทนต์แบบทีละขั้นตอน

เพื่อให้เห็นภาพว่า Persona ถูกนำไปใช้จริงในการเขียนคอนเทนต์อย่างไร ลองดูขั้นตอนตัวอย่าง ขั้นแรกคือหยิบ Persona ที่สร้างไว้ขึ้นมาอ่านทบทวนก่อนเริ่มเขียนทุกครั้ง ไม่ใช่เขียนจากความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก

ขั้นที่สองคือเลือกหัวข้อที่ตอบโจทย์ปัญหาหรือความสนใจของ Persona โดยตรง แทนที่จะเลือกหัวข้อที่ตัวเองอยากเขียนโดยไม่คำนึงว่าลูกค้าสนใจหรือไม่ ขั้นที่สามคือเลือกใช้คำและน้ำเสียงที่เข้ากับบุคลิกของ Persona เช่น ถ้า Persona เป็นคนวัยทำงานที่เป็นทางการ ภาษาที่ใช้ก็ควรสุภาพและกระชับ แต่ถ้า Persona เป็นวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน ภาษาก็ควรเป็นกันเองและมีชีวิตชีวามากขึ้น

ขั้นที่สี่คือลองอ่านคอนเทนต์ที่เขียนเสร็จแล้วอีกครั้งในมุมมองของ Persona แล้วถามตัวเองว่าถ้าเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร จะหยุดอ่านตรงไหน จะอยากแชร์ต่อไหม การทำแบบฝึกหัดนี้ซ้ำๆ ทุกครั้งก่อนเผยแพร่คอนเทนต์ ช่วยฝึกให้เรามีสัญชาตญาณในการเขียนที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา Persona ที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตลอดเวลาในระยะยาว

ความเชื่อมโยงระหว่าง Persona กับการตั้งราคาสินค้า

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ Persona ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับการทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังช่วยในการตัดสินใจเรื่องราคาด้วย เพราะราคาที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าคุ้มค่าด้วย

ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดอาจรู้สึกว่าราคาที่สูงเกินไปเป็นอุปสรรคสำคัญ ในขณะที่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความพิเศษ อาจมองว่าราคาที่สูงเป็นสัญญาณของคุณภาพที่ดีกว่าด้วยซ้ำ การเข้าใจว่า Persona ของเรามีทัศนคติต่อราคาแบบไหน ช่วยให้ตั้งราคาได้อย่างเหมาะสมและสื่อสารคุณค่าของราคานั้นได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น แทนที่จะตั้งราคาตามความรู้สึกหรือตามคู่แข่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่เข้าใจมุมมองของลูกค้าจริงๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเมื่อสร้าง Persona ครั้งแรก

สำหรับคนที่กำลังจะสร้าง Persona เป็นครั้งแรก มีข้อผิดพลาดบางอย่างที่พบเจอบ่อยจนควรระวังไว้ล่วงหน้า ข้อผิดพลาดแรกคือการสร้าง Persona ที่เป็นตัวเองมากเกินไป หลายคนมักคิดว่าลูกค้าคงคิดเหมือนตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของธุรกิจมักมีมุมมองที่ต่างจากลูกค้าทั่วไปมาก เพราะรู้เรื่องสินค้าลึกซึ้งกว่าและมีความผูกพันทางอารมณ์กับธุรกิจมากกว่าคนทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่สองคือการสร้าง Persona ที่สมบูรณ์แบบเกินไป ไม่มีข้อบกพร่องหรือความกังวลใดๆ เลย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะมนุษย์ทุกคนมีความกังวลและข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ การสร้าง Persona ที่มีทั้งด้านบวกและด้านที่เป็นอุปสรรค ช่วยให้วางกลยุทธ์ได้ครบถ้วนมากกว่า

ข้อผิดพลาดที่สามคือการยึดติดกับ Persona ที่สร้างไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจสอบกับความเป็นจริง ทำให้บางครั้งทำการตลาดไปในทิศทางที่ไม่ตรงกับลูกค้าจริงมานานโดยไม่รู้ตัว การหมั่นตรวจสอบ Persona กับข้อมูลจริงอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วเชื่อไปตลอดกาลโดยไม่ทบทวน

การสร้างความสมดุลระหว่างข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

การสร้าง Persona ที่ดีควรผสมผสานทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเข้าด้วยกัน ข้อมูลเชิงปริมาณคือตัวเลขที่วัดผลได้ชัดเจน เช่น อายุเฉลี่ยของผู้ติดตาม สัดส่วนเพศ หรือช่วงเวลาที่คนเข้ามาดูคอนเทนต์มากที่สุด ข้อมูลชุดนี้หาได้ง่ายจากเครื่องมือวิเคราะห์ของแพลตฟอร์มต่างๆ

ในขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพคือเรื่องราว ความรู้สึก และเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรม ซึ่งได้มาจากการพูดคุยหรือสังเกตพฤติกรรมลูกค้าอย่างใกล้ชิด ข้อมูลชุดนี้ให้ความลึกซึ้งที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวให้ไม่ได้

ธุรกิจที่ใช้แค่ข้อมูลเชิงปริมาณอย่างเดียวมักได้ Persona ที่ถูกต้องตามสถิติแต่ขาดชีวิตชีวา ในขณะที่ธุรกิจที่ใช้แค่ความรู้สึกหรือการเดาเอาโดยไม่มีข้อมูลรองรับ มักได้ Persona ที่มีชีวิตชีวาแต่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง การผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกันจึงเป็นแนวทางที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

การใช้ Persona ร่วมกับทีมงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากธุรกิจเริ่มมีทีมงานมากกว่าหนึ่งคน การทำให้ Persona เป็นเอกสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจตรงกันเป็นสิ่งสำคัญ วิธีที่ได้ผลดีคือการจัดทำเป็นเอกสารสั้นๆ หน้าเดียว มีรูปภาพตัวแทนประกอบ พร้อมรายละเอียดสำคัญที่สรุปให้อ่านง่าย แล้วนำไปติดไว้ในที่ที่ทีมงานเห็นได้บ่อย หรือแชร์ในกลุ่มแชทของทีม

การจัดประชุมทบทวน Persona ร่วมกันเป็นระยะ โดยให้ทุกคนในทีมมีส่วนร่วมแบ่งปันสิ่งที่สังเกตเห็นจากการทำงานกับลูกค้าจริง ไม่ว่าจะเป็นแอดมินที่ตอบแชท หรือคนที่ดูแลการจัดส่งสินค้า ช่วยให้ Persona มีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแต่ละคนในทีมมักเห็นมุมมองที่แตกต่างกันของลูกค้าคนเดียวกัน การรวบรวมมุมมองเหล่านี้เข้าด้วยกันทำให้ภาพลูกค้าที่ทีมมีร่วมกันสมบูรณ์และแม่นยำกว่าการให้คนใดคนหนึ่งสร้าง Persona ขึ้นมาเพียงลำพัง

บทสรุป

การรู้จักลูกค้าอย่างลึกซึ้งคือจุดเริ่มต้นของการตลาดที่ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่ต้องเข้าใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร มีปัญหาอะไร และสินค้าของเราเข้าไปช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เมื่อเราเห็นภาพลูกค้าชัดเจนเหมือนเป็นคนจริงๆ ที่รู้จักกันดี ทุกการตัดสินใจทางการตลาดจะง่ายและแม่นยำขึ้นทันที

ในบทความต่อไป เราจะพาไปดูว่าเมื่อรู้จักลูกค้าแล้ว ควรเลือกช่องทางการตลาดออนไลน์แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด

ถ้าบทความนี้ช่วยให้คุณเห็นภาพลูกค้าตัวเองชัดขึ้น อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนที่ทำธุรกิจได้ลองทำ Persona ของตัวเองดูบ้าง

พร้อมให้ลูกค้าเจอธุรกิจคุณ ก่อนคู่แข่งหรือยัง?

ทิ้งข้อมูลไว้วันนี้ รับการตรวจสอบเว็บไซต์และคำแนะนำเบื้องต้นฟรี ภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดใดๆ
Scroll to Top
ประเมินราคาฟรี
ฝากข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด ในวันทำการ